ข้อความสื่อสารทางโทรจิตจาก Matthew Ward

เรื่อง : OUR COSMIC HERITAGE
(ลำดับชั้นทางจิตวิญญาณในเอกภพของเรา)

ผู้เขียน และผู้รับการสื่อสาร : นาง Susanne Ward

ตอนที่ 3 :

จากนั้นเพื่อการมีประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากพระเจ้าทั้งหลาย ที่เรียกว่า “จิตวิญญาณต้นธาตุ” (Root Soul) ก็ได้พากันแบ่งภาคตัวเองออกมาเป็นจิตวิญญาณมากมายอีก ซึ่งเรียกว่า “สะเก็ดของจิตวิญญาณ” (Soul Fragment) หรือ “ประกายของจิตวิญญาณ” (Soul Spark) หรือ “สะเก็ดแห่งพระเจ้า” หรือ “ประกายแห่งพระเจ้า”

ต่อจากนั้น บรรดาสะเก็ดแห่งพระเจ้า หรือประกายแห่งพระเจ้าเหล่านี้ ก็ได้พากันแบ่งภาคตัวเองออกมาอีกในทำนองเดียวกัน เกิดเป็น “ละอองประกายของจิตวิญญาณ” (Soul sparklet) ขึ้น ซึ่งต่อมาละอองประกายของจิตวิญญาณเหล่านี้ ก็ได้แบ่งภาคตัวเองออกต่อไปอีก เป็นอนุประกายของจิตวิญญาณ (Soul Sub-sparklet) จำนวนมากมายด้วยเช่นกันจิตวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการแบ่งภาคในลำดับชั้นถัด ๆ ไปก็จะยังคงถูกเรียกว่าอนุประกายของจิตวิญญาณอยู่

จิตวิญญาณทั้งหมด ซึ่งมีอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน และเป็นเอกเทศ, เป็นปัจเจก และมีชีวิตที่ไม่อาจถูกทำลายได้เหล่านี้ แต่ละจิตวิญญาณ ในทุกลำดับชั้นของการแบ่งภาค เราจะเรียกว่า “อัตภาพ” (Personage) ชื่อต่าง ๆ ทั้งหมดข้างต้น ที่ผมกล่าวถึงไปแล้วนั้น มันยังไม่หมดแค่นี้หรอกนะครับ มันยังมีอีก เพียงแต่ว่าผมต้องการแสดงให้เห็นถึงลำดับชั้นของการสืบเชื้อสาย ภายในอาณาเขตต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน ที่สืบทอดเชื้อสายออกมาจากจิตของพระผู้สร้างเท่านั้นเอง

แต่ชื่อเรียกทั้งหมดนี้ ไม่ได้แสดงถึงสถานภาพของวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณของจิตวิญญาณแต่อย่างใดเลย และถ้าจะเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า “จิตวิญญาณ” เฉย ๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะว่ามันไม่มีความแตกต่างในแง่ความสัมพันธ์กับพระผู้สร้าง และสัดส่วนขององค์ประกอบของจิตวิญญาณ ระหว่างจิตวิญญาณดวงใด ๆ เลย

เพราะแม้แต่จิตวิญญาณดวงที่เพิ่งเกิดใหม่ ก็ยังจะมีความเป็นเอกเทศ และมีความไม่สามารถถูกทำลายได้เป็นของตัวเองอยู่เสมอ และมันก็มีความเชื่อมโยงกับทั้งพระผู้สร้างและพระเจ้าอย่างมิอาจแบ่งแยกได้ ก็เหมือนกับเซลในร่างกายของพวกคุณแม่ ที่เป็นทั้งเซลที่มีชีวิต ที่ทำหน้าที่ของมันเองได้อย่างเป็นอิสระ และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญขององค์ประกอบทั้งหมดด้วย ซึ่งนั่นก็คือตัวของคุณแม่เอง

Susanne : แมทธิว, แล้วมนุษย์โลกยุคปัจจุบันอย่างพวกเรานี้หละ อยู่ตรงส่วนย่อยส่วนไหนของอาณาเขตเหล่านั้น?

Matthew : ในเบื้องต้นแล้ว อยู่ในระดับ “อนุประกายของจิตวิญญาณ” แต่คุณแม่ก็อย่าลืมนะครับว่า มันไม่ได้มีความหมายในแง่ของวิวัฒนาการของจิตวิญญาณแต่อย่างใด มันเป็นเพียงลำดับชั้นของ “อัตภาพ” ของจิตวิญญาณ ที่ก่อเกิดขึ้นมาเพื่อมีประสบการณ์อย่างเป็นเอกเทศเท่านั้น

ผมคิดว่าคำว่า “จิตวิญญาณเก่าแก่” ที่คุณแม่กล่าวถึง น่าจะเกี่ยวข้องกับส่วนของวิวัฒนาการมากกว่าที่จะเป็นลำดับชั้นของการสืบเชื้อสาย ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดเลย เพราะว่าการพัฒนาทางจิตวิญญาณ จะขึ้นอยู่กับทางเลือกอิสระของแต่ละจิตวิญญาณเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับจำนวนภพชาติที่มาเกิด เพื่อที่จะเลือกเลื่อนระดับตัวเองขึ้นไปสู่ระดับวิวัฒนาการที่สูงขึ้น

และในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุด ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่เฉพาะสำหรับโลกเท่านั้น แต่สำหรับจักรวาลทั้งจักรวาล! มี “จิตวิญญาณเก่าแก่” มาก ๆ จำนวนหนึ่ง ที่อยู่บนโลกของพวกคุณแม่แล้ว และจะมานำทางพวกคุณแม่ไปสู่การรู้แจ้งที่ยิ่งใหญ่กว่า

ตอนที่ 4 :

Susanne : เอาหละ, แม่เข้าใจแล้ว ขอบใจมากนะลูก แล้วตกลงว่าพระผู้สร้างนี่ คือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเอกภพ ส่วนพระเจ้านี่คือผู้ช่วยของพระผู้สร้างใช่ไหม?

Matthew : ไม่ใช่เลยครับ เพราะว่าคำว่าเอกภพ (Cosmos) กับคำว่าจักรวาล (Universe) ชาวโลกก็ยังใช้สับสนกันอยู่ เพราะว่าจักรวาลเป็นเพียงส่วนย่อยส่วนหนึ่งของเอกภพเท่านั้น ซึ่งในหนึ่งเอกภพจะประกอบไปด้วยจักรวาลจำนวนมากมาย และแต่ละจักรวาลเองก็จะมีพระเจ้า หรือผู้เป็นใหญ่ที่สุด เป็นของมันเอง

เพราะว่าชาวโลก ไม่รู้ว่ามีจักรวาลอื่น ๆ อยู่ด้วย และไม่รู้จักผู้ออกกฎ หรือลำดับชั้นทางจิตวิญญาณของพวกมัน ศาสนาบางศาสนาของชาวโลกจึงเรียก “พระผู้สร้าง” (Creator) ว่า “พระเจ้า” (God) ซึ่งการเรียกแบบนี้ เป็นการนำคำศัพท์ทั่วไป มาใช้เป็นคำศัพท์ที่เป็นทางการ เหมือนอย่างที่เรียกทารกเพศหญิง (girl) ว่า Girl อะไรแบบนั้น

แต่ถ้าจะเรียกพระเจ้าว่า “พระผู้สร้างของเรา” (Our Creator) อันนี้จะไม่ผิด หรือไม่แปลกอะไรเลย เพราะว่าพระองค์ก็เป็นพระผู้สร้างพวกเราจริง ๆ เพียงแต่ว่าอาจจะทำให้เข้าใจสับสนระหว่างพระผู้สร้างกับพระเจ้าจริง ๆ เท่านั้นเอง ผมเองก็ไม่รู้ว่าความผิดพลาดของการเรียกชื้อนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

มันอาจจะเริ่มเพี้ยนมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์โน่นแล้วก็ได้ ซึ่งสมัยนั้นพวกเขาก็รู้ว่า “พระผู้สร้าง / สรรพสิ่ง” (Creator/Creation) คือ “ต้นกำเนิด” (The Source), หรือคือ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” (All That Is), หรือคือ “ผู้ที่เป็นฉัน” (I AM), หรือคือ “ผู้มีอำนาจไร้ขีดจำกัด” (Almighty), หรือคือ “ความเป็นหนึ่งเดียว” (Oneness), หรือคือ “ความเป็นทั้งหมด” (Totality), หรือชื่ออื่นใดก็ตาม ที่หมายถึงพระผู้สร้าง ที่เป็น “พระผู้เป็นเจ้า” (Supreme Being) ของเอกภพทั้งมวล

ชื่อจะไม่มีความสำคัญอะไรเลย เมื่อเราเรียกชื่อ “พระเจ้า” แต่มอบความรักและความเคารพให้แก่ผู้ที่เราหมายถึงพระผู้สร้าง หรือในทางกลับกันก็ตาม ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว “ตรีเอกานุภาพ” (The Trinity) ของศาสนาคริสต์ อาจจะสามารถแปลความหมายได้ดังนี้:

– พระบิดา (พระผู้สร้าง: ผู้มีพลังอำนาจสูงสุดในเอกภพ ซึ่งในบางศาสนาของพวกคุณเรียกว่าพระเจ้า หรือชื่ออื่น ๆ)

– พระบุตร (พระเจ้า: ผู้ที่เกิดจากพระผู้สร้าง หรือเป็นบุตรของพระผู้สร้าง และก็ยังเป็นพระผู้เป็นเจ้าของจักรวาลของเราด้วย ซึ่งตรงนี้ชาวโลกไม่ค่อยรู้กัน ว่าแตกต่างจากพระผู้สร้างอย่างไร)

– พระจิต (ปริมณฑล หรือ อาณาเขตที่อยู่ใกล้พระผู้สร้างมากที่สุด ซึ่งบางทีก็เรียกว่า “อาณาจักรแห่งความบริสุทธิ์” (Cristed realm) ซึ่งเป็นที่ ๆ รูปธรรมชีวิตแห่งแสงสว่างชั้นสูงสุดทั้งหลาย ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักดำรงอยู่ และเป็นที่ ๆ จิตวิญญาณของพระศาสดาทั้งหลายสถิตอยู่ ก่อนที่จะลงมาเกิดเพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในดวงดาวต่าง ๆ ทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งรวมถึง พระเยซูคริสต์ และพระพุทธเจ้า บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ด้วย

ไม่ว่าชื่อเรียกและการตีความหมายจะมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่ความเชื่อมโยงกันของตรีเอกานุภาพนี้ ก็จะยังคงมีลำดับชั้นเหมือนเดิม และลำดับชั้นอันศักดิ์สิทธิ์ของความมีอำนาจ และความเป็นสัพพัญญูอันไร้ขีดจำกัดของพระผู้สร้าง กับพลังอำนาจในลำดับถัด ๆ มาของพระองค์ก็จะไม่มีความแตกต่างกัน มันต่างกันเฉพาะชื่อเรียกเท่านั้นเอง

ที่มา : บางส่วนจากหนังสือ Revelation For A New Era

Facebook Comments