ตอนที่ 5 :

เอ่อ…พอดีได้ไปเจอเรื่องเกี่ยวกับกาลเวลา ที่พระอาจารย์รัตน์ท่านเทศน์ไว้พอดี ก็เลยขอคัดลอกลงมารวมกันไว้ เผื่อท่านที่สนใจ จะได้มีข้อมูลหลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุม

……………………………………………………………………………..

สันตติ 2007 เส้นแรงแม่เหล็ก – กาลเวลา – สันตติ
ที่มา: หนังสือ “พลังจิต ประสาน พลังพีรามิด แก้วิกฤตสุขภาพ”
เรียบเรียงโดย คุณเกียรติศักดิ์ แสงสุวรรณ

“สรรพสัตว์สิ่งจะถูกแรงดึงจากจุดศูนย์กลางเข้าไป
และเมื่อหมดแรงดึงก็จะเด้งออกมาแล้วถูกดูดเข้าไปอีก
วนไปวนมาเป็นรอบ ๆ เท่ากับเวลาของโลก 1 วินาที”

“สังขารทั้งปวงต้องมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา
เพราะตกอยู่ในอำนาจของแรงดึงดังกล่าว
ดังนั้น เราควรทำกิจการหลุดพ้นของจิต
ให้ถึงพร้อมอยู่ตลอดเวลาด้วยความไม่ประมาท
ถึงจะไม่ตกไปสู่อำนาจแรงดึงอีกต่อไป”

จากหนังสือ “เราจะทำดวงตาให้เห็นธรรมได้อย่างไร”

กำเนิดของดาราจักร-หลุมดำ-เส้นแรงแม่เหล็ก

เส้นแรงแม่เหล็กมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนรูป และดับไปเป็นวัฏจักร กล่าวคือ เมื่อดาราจักร (กาแล็คซี่ – galaxy) ใดหมดพลังงานความร้อนแสงสว่างในตัวเองลงแล้ว สภาพของพลังงานที่ดับลงไปจะมีสภาพเป็นแรงดึงดูดที่อัดตัวกันแน่นที่เรียกว่า หลุมดำ (black hole) (หรือที่ในกลุ่มศิษย์พระอาจารย์เรียกว่า “อาทิตย์ดวงแม่” อันเป็นศูนย์กลางของดาราจักร – ผู้เรียบเรียง)

แรงที่อัดตัวกันแน่นนี้เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง แรงอัดจะกลายเป็นแรงระเบิดขยายตัวออกมา ผลที่ได้จากการระเบิดจะได้พลังงานที่อัดกันแน่นเป็นเส้นพุ่งฟุ้งกระจายออกมา พลังงานที่อัดกันแน่นเป็นเส้นนี้ก็คือ “เส้นแรงแม่เหล็ก” นั่นเอง เมื่อกระจายตัวออกมาแล้วพวกที่พุ่งออกมาก่อนก็จะลอยเคลื่อนอยู่ในอวกาศ ส่วนพวกที่พุ่งออกมาทีหลังที่อยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางการระเบิด

เมื่อเคลื่อนมาได้ระยะหนึ่ง จะถูกแรงจากศูนย์กลางที่เกิดการระเบิดดึงกลับม้วนตัวเข้าไป เส้นแรงแม่เหล็กพวกหลังนี้ขณะม้วนตัวเข้าสู่ศูนย์กลางจะเกิดการชนกันเอง หรือชนกับอนุภาคมวลสารในอวกาศจนทำให้เกิดพลังงานขึ้น เป็นแสงสว่าง เป็นความร้อน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่าง ๆ และยังได้อนุภาคพื้นฐานต่าง ๆ ออกมาอีกมากมาย เช่น โปรตอน อิเล็กตรอน นิวตรอน เป็นต้น

รวมทั้งได้อนุภาคหนัก เบา ได้อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าตรงข้ามกัน อนุภาคหนักเบาและอนุภาคที่มีประจุตรงข้ามกันเหล่านี้จะเข้ามาจับตัวกัน อนุภาคเบาจะวิ่งวนเป็นบริวารของอนุภาคหนัก กลายเป็นอะตอมของธาตุต่าง ๆ เกิดมวลสาร จนเกิดเป็นระบบดาวขึ้นมามากมาย

ระบบดาวเหล่านี้ก็จะวิ่งโคจรรอบจุดศูนย์กลางของแรงดึงดูด เกิดเป็นดาราจักรขึ้นมาในที่สุด ส่วนเส้นแรงแม่เหล็กที่พุ่งออกมากลุ่มแรก ๆ ที่เคลื่อนอยู่ในอวกาศ จะถูกดาราจักรกลุ่มอื่นดึงไปใช้งาน เพื่อเป็นเส้นแรงที่ใช้เชื่อมต่อกับดาราจักรต่าง ๆ ต่อไป แล้วเมื่อใดดาราจักรใช้พลังงานหมด ก็จะยุบตัวลงไปกลายสภาพเป็นแรงดึงดูด ดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหรือสสารก็ตาม กลายเป็นหลุมดำขึ้นมาอีก

เมื่อหลุมดำเข้ามารวมตัวกันแล้วอัดแน่นจนถึงที่สุด ก็จะระเบิดปลดปล่อยพลังงานที่อัดเป็นเส้นกระจายตัวออกมาอีก พลังงานที่เป็นเส้นก็จะรวมกันเป็นอนุภาคพื้นฐาน เกิดเป็นธาตุต่าง ๆ จนกลายเป็นระบบดาวฤกษ์และดาราจักรขึ้นอีก วนไปวนมาไม่มีที่สิ้นสุด

ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้

ระบบดาวต่าง ๆ ที่เกิดการหมุนวนเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนได้ ก็เพราะเส้นแรงแม่เหล็กไหลเวียนเชื่อมดาวแต่ละดวงเข้าด้วยกันอยู่ เหมือนกับเส้นเชือกที่ร้อยลูกบอลให้เชื่อมต่อกัน ก่อเกิดเป็นเส้นทางเดินของเส้นแรงแม่เหล็กระหว่างดวงดาวต่าง ๆ ที่มีความสลับซับซ้อนมาก เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเต็มไปหมด

และภายในดาวแต่ละดวงก็จะมีการไหลเวียนของเส้นแรงแม่เหล็ก โดยที่ระดับพื้นผิวของดาว เส้นแรงแม่เหล็กจะเคลื่อนตัวจากขั้วใต้ขึ้นไปสู่ขั้วเหนือ แล้วเคลื่อนเข้าสู่แกนกลางของดวงดาวที่ขั้วเหนือ แล้วเคลื่อนทะลุแกนกลางไปออกที่ขั้วใต้ หมุนเวียนกันไปอย่างนี้

นอกจากนี้ก็ยังมีการไหลเวียนในเส้นทางอื่นอีกที่ซ้อนทับกันไป สำหรับดาวโลกของเรา จุดเชื่อมต่อระหว่างโลกกับจุดศูนย์กลางดาราจักรทางช้างเผือกจะอยู่ที่บริเวณขั้วโลกเหนือ ดังนั้นที่ขั้วโลกเหนือนี้ นอกจากจะมีเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนเข้าสู่แกนโลกแล้ว ยังมีเส้นแรงส่วนหนึ่งไหลเวียนขึ้นไปสู่อวกาศ เดินทางไปยังศูนย์กลางดาราจักร

และในขณะเดียวกันก็จะมีเส้นแรงแม่เหล็กที่เดินทางสวนมาจากศูนย์กลางดาราจักร เคลื่อนมาสู่โลก เข้ามาที่ขั้วโลกเหนือ แล้วทะลุแกนโลกไปยังขั้วโลกใต้ แล้วก็เคลื่อนที่ออกมาจากขั้วใต้ เดินทางตามพื้นผิวขึ้นไปขั้วเหนืออีก วนเวียนไปอยู่ตลอด ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับดวงดาวทุกดวงในดาราจักรทางช้างเผือก

ขั้วบนสุดของดาวทุกดวงจะหันชี้ไปยังจุดศูนย์กลางดาราจักร เกิดเป็นขั้วเหนือของดาวขึ้นมา อีกด้านที่เป็นด้านตรงข้ามก็เป็นขั้วใต้ การเกิดขั้วเหนือ-ขั้วใต้ของดาวก็เกิดขึ้นด้วยกลไกเช่นนี้ ฉะนั้นในโลกของเรา การที่เข็มทิศชี้ไปยังทิศเหนือก็เพราะถูกจุดศูนย์กลางดาราจักรที่มีกำลังดึงดูดมาก ดึงเส้นแรงแม่เหล็กตามผิวโลกให้เคลื่อนไปยังขั้วเหนือตลอดเวลา เส้นแรงแม่เหล็กจึงเหนี่ยวนำให้เข็มทิศชี้ไปยังขั้วเหนือตลอดเวลาด้วย เข็มทิศจึงชี้ ไปยังขั้วเหนือด้วยกลไกการไหลเวียนของเส้นแรงแม่เหล็กในลักษณะนี้

ส่วนจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ จะอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ตรงบริเวณที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านี้ เกิดขึ้นจากการผันผวนของสนามแม่เหล็ก ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงบางเวลาเท่านั้น เมื่อโลก ดวงอาทิตย์ และศูนย์กลางดาราจักร ได้โคจรมาทำมุมที่พอเหมาะต่อกัน

เส้นแรงแม่เหล็ก-กาลเวลา-สันตติ

การไหลเวียนของเส้นแรงแม่เหล็กระหว่างศูนย์กลางดวงดาวกับศูนย์กลางดาราจักรนอกจากจะทำให้เกิดแรงเชื่อมต่อกันแล้ว ในขณะเดียวกัน แรงเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นระหว่างศูนย์กลางดวงดาวกับศูนย์กลางดาราจักร ที่แรงเข้าสู่ศูนย์กลางกับแรงหนีศูนย์กลาง ทำมุมตรงกันข้ามกันนั้น จะก่อให้เกิดเป็น แรงสืบต่อ ของสิ่งที่เรียกว่า กาลเวลา ขึ้น

โดยลักษณะของแรงที่เกิดขึ้น มีลักษณะเป็นแรงดึงที่เคลื่อนเข้าเคลื่อนออกศูนย์กลาง เกิดขึ้นสลับกันไปมา การที่ศูนย์กลางใดจะเกิดแรงดึงขึ้นมาได้นั้นสภาพพลังงานที่ศูนย์กลางในขณะนั้นจะต้องอยู่ในสภาพพลังงาน ที่เรียกว่า ธาตุศูนย์ หรือ สุญญตา โดยที่ศูนย์กลางที่เป็นสิ่งถูกดึง สภาพพลังงานที่ศูนย์กลางในขณะนั้นจะอยู่ในสภาพพลังงาน ที่เรียกว่า ความเป็นหนึ่ง หรือ เอกัคคตา

ดังนั้นที่ศูนย์กลางโลกและของดาราจักร ก็จะมีการเปลี่ยนสภาพพลังงานจาก ธาตุศูนย์ ไปเป็น ความเป็นหนึ่ง จาก ความเป็นหนึ่ง ไปเป็นธาตุศูนย์ เปลี่ยนถ่ายสภาพพลังงานไปมาอย่างต่อเนื่อง จังหวะที่ศูนย์กลางดาราจักร เริ่มเกิดแรงดึง จนกระทั่งหมดแรงดึง และจังหวะที่ศูนย์กลางโลก เกิดแรงดึง จนกระทั่งหมดแรงดึง จะมีช่วงหรือระยะของจังหวะที่มีค่าคงที่ค่าหนึ่งเสมอ ค่าของช่วงจังหวะนี้คือ 1 วินาที

แรงดึงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างศูนย์กลางดาราจักรกับศูนย์กลางโลกเท่านั้น แต่เกิดกับทุกดาวบริวาร และในโลกของเราก็ไม่ได้เกิดเฉพาะกับศูนย์กลางโลกเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับทุกอะตอมของสสารภายในโลก โดยที่นิวเคลียสของแต่ละอะตอมจะเกิดการเปลี่ยนสภาพพลังงาน จากธาตุศูนย์เป็นความเป็นหนึ่ง จากความเป็นหนึ่งเป็นธาตุศูนย์ สลับกับศูนยกลางดาราจักรอย่างต่อเนื่องเป็นจังหวะ ๆ เช่นเดียวกัน

เส้นแรงมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างศูนย์กลางดาราจักร กับศูนย์กลางของดวงดาว และทุกศูนย์กลางของแต่ละอะตอม ที่เคลื่อนไหว ไป-มา เข้า-ออก เป็นจังหวะ ๆ ตลอดเช่นนี้ จะทำให้เกิดสนามแรงดึงขนาดใหญ่ขึ้น และด้วยสนามแรงขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทุกสิ่งไว้จึงทำให้เกิดมิติของสนามแรงที่เป็นแรงสืบต่อ ที่ขับเคลื่อนมิติของกาลเวลาให้เกิดขึ้น

และมิติของเวลา ก็จะไปครอบคลุม มิติของสสาร วัตถุ รวมถึงครอบคลุม มิติของพลังงาน คือ ความเป็นคลื่น ความเป็นอนุภาค ความถี่ ความยาวคลื่น ตลอดจนครอบคลุมมิติของจิต คือ สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ จนกระทั่งจิตตกอยู่ในอิทธิพลของมิติพลังงาน มิติของสสาร และมิติกาลเวลา

มิติทั้งหมดที่ประกอบเข้าด้วยกันนี้จึงเกิดเป็นการสืบต่อของเหตุการณ์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของสสาร ของพลังงาน และของจิต ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ เป็นเหตุ เป็นผล ของการกระทำในสิ่งต่าง ๆ ทั้งการกระทำ ทางกาย วาจา และใจ การศึกษาเรื่องแรงสืบต่อของกาลเวลาโดยทางสมาธิจิตนี้ เมื่อจิตบุคคลใดสามารถอยู่เหนือกาลเวลา หรือหลุดออกจากแรงสืบต่อของกาลเวลาได้ ถึงที่สุดของการศึกษาแล้วก็จะรู้และเข้าใจในเรื่อง กฎแห่งกรรม

ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากมีแรงสืบต่อที่เกิดขึ้นระหว่างจุดสองจุดที่อยู่ห่างไกลกันดังที่ได้อธิบายมาแล้ว แรงสืบต่อยังเกิดได้กับเฉพาะจุดเฉพาะส่วนซึ่งเกิดเป็นแรงสืบต่อที่มีระยะสั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เช่นเฉพาะที่หัวใจเอง ก็ยังเกิดแรงสืบต่อระหว่างศูนย์กลางใจกับเซลล์ที่ประกอบเป็นหัวใจ เป็นแรงดึงเข้าผลักออก ระหว่างศูนย์กลางหัวใจกับเซลล์ที่อยู่รอบ ๆ ที่ประกอบเป็นหัวใจ ซึ่งปรากฏออกมาเป็นการเต้นของหัวใจ

แรงดึงเข้าผลักออกของหัวใจนี้นอกจากเกิดขึ้นจากกลไกของธาตุศูนย์กับความเป็นหนึ่งแล้ว ยังมีพลังลมปราณเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้การเต้นของหัวใจเกิดสืบต่อต่อไปได้ การเกิดแรงสืบต่อเฉพาะจุดเฉพาะอวัยวะนี้ก็ไม่เกิดขึ้นที่หัวใจที่เดียวเท่านั้น ที่อวัยวะอื่น เซลล์อื่นก็เกิดขึ้นเช่นกัน

ซึ่งถึงที่สุดแล้วในอะตอมของเซลล์ในร่างกายและในสสารทุกชนิดก็มีแรงสืบต่อที่เป็นสนามแรงขนาดเล็ก เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจึงพบว่ามีสนามแรงขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ที่รวมกันอยู่ในสนามแรงที่มีขนาดใหญ่กว่า สนามแรงขนาดเล็กจะได้รับพลังที่ส่งผ่านมาจากสนามแรงที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นชั้น ๆ เป็นทอด ๆ เชื่อมโยงกันเป็นเส้นเป็นสายเป็นใยของเส้นแรงที่ถักทอเชื่อมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน

ถ้าคนเรามีสุขภาพดีจังหวะการเต้นของหัวใจและชีพจรจะเท่ากับหรือใกล้เคียง 60 ครั้งในระยะเวลาหนึ่งนาที ซึ่งเป็นจังหวะของธรรมชาติ จังหวะของกาลเวลา ที่ศูนย์กลางดาราจักรกับศูนย์กลางโลกเกิดแรงสันตติระหว่างกัน นั่นคือเมื่อมนุษย์มีจังหวะของชีวิตสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ร่างกายก็จะแข็งแรงมีสุขภาพดี

แต่ถ้าการเต้นของหัวใจและชีพจรเร็วหรือช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาทีมาก และการเต้นนั้นไม่สม่ำเสมอ ผิดปกติ ไม่หนักแน่นมีพลัง ก็จะเป็นสิ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่กำลังเจ็บป่วยเสื่อมถอย

ในศาสนาพุทธมีคำที่ใช้อธิบายความเป็นไปของสรรพสิ่งต่าง ๆ อยู่สี่คำคือ

1. อุปจย-ความเกิดขึ้นหรือก่อตัวขึ้น
2. สันตติ-ความสืบต่อ
3. ชรตา-ความเสื่อมหรือทรุดโทรม
4. อนิจจตา-ความแตกสลายหรือแตกดับ

ความเป็นไปของสรรพสิ่งที่เป็นสัจจธรรมความจริง มีสี่ขั้นตอน คือ มีความเกิดขึ้น (อุปจย) จากนั้นก็ตั้งอยู่และสืบต่อความมีอยู่ (สันตติ) จนกระทั่งเกิดความเสื่อม (ชรตา) และสุดท้ายถึงความแตกสลายไป (อนิจจตา) ซึ่งเราต้องประสบกันทุกคนและทุกขั้นตอน

สำหรับคำว่า สันตติ ที่หมายถึง ความสืบต่อนี้ เป็นคำที่มีความสำคัญและใช้ได้กว้างขวางเพราะครอบคลุมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังดำรงอยู่ การที่สิ่งใด ๆ ดำรงอยู่ มีอยู่ และเป็นอยู่ ก็เพราะสิ่งนั้นยังมีการสืบต่อไปของการมีอยูู่เป็นอยู่ของสิ่งนั้น ๆ และการที่สิ่งนั้นยังมีการสืบต่ออยู่ ก็เพราะยังมีแรงหรือพลังงานที่มากเพียงพอแก่การเกิดแรงสืบต่อเพื่อให้สิ่งนั้นดำรงคงอยูู่ต่อไป

ดังนั้นแรงสืบต่อที่ได้กล่าวถึง เช่น แรงสืบต่อของศูนย์กลางระหว่างดาราจักรกับดวงดาวบริวาร ซึ่งทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงระหว่างกัน และทำให้เกิดแรงสืบต่อของเวลา เราก็สามารถเรียกแรงเหล่านี้ว่าเป็น แรงสันตติ ของแรงโน้มถ่วง และของกาลเวลาได้

แล้วกลไกที่อยู่เบื้องหลังการเสื่อมสลายของสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างไร ทำไมคนเราจากเกิดมาเป็นเด็ก โตขึ้นแล้วแก่ตัวลง ผิวหนังจากเต่งตึงก็กลับหย่อนยาน เซลล์ในร่างกายเกิดความเสื่อมถอย อีกทั้งสสารวัตถุต่าง ๆ เกิดการเน่าเปื่อยผุพังไป โดยที่วัตถุบางชิ้นตั้งอยู่เฉย ๆ ไม่มีใครหรืออะไรไปทำอะไรกับมัน มันก็เกิดการเสื่อมสภาพไปได้

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอันสำคัญของการเสื่อมสลายของสิ่งต่าง ๆ นี้ก็คือ เส้นแรงแม่เหล็ก กลไกของการเสื่อมสลายเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่เส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนไหวทะลุผ่านสิ่งต่าง ๆ แต่ในบางกรณีก็เกิดขึ้นจากเส้นแรงแม่เหล็กรวมตัวกันอยู่นิ่ง ๆ ภายในอะตอมทุกอะตอมก็มีศูนย์กลางคือ นิวเคลียส

นิวเคลียสของอะตอมทั้งหลายย่อมจะถูกเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนที่เข้ามาชน กระทบ รบกวน อยู่ตลอดเวลา การที่นิวเคลียสถูกเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนเข้ามากระทบนี้จะทำให้นิวเคลียสเกิดการสั่นสะเทือน ทำให้อะตอมต่าง ๆ เคลื่อนไหวเพื่อแตกตัวแยกตัวเป็นอิสระออกจากกัน เกิดการแปรเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างของสารประกอบและอะตอมไป จนสลายตัว แยกออกจากกันในที่สุด

สสารวัตถุไม่ว่าจะอยู่ที่ดาวดวงไหน กลไกการเสื่อมสลายก็ล้วนเกิดขึ้นเหมือนกันกับที่เกิดบนโลกของเรา แรงสันตติ ที่เป็นแรงสืบต่อความตั้งอยู่ มีอยู่ ของสิ่งต่าง ๆ มองอีกด้านหนึ่งก็เป็นแรงที่ทำให้สิ่งทั้งหลายสืบต่อไปสู่ความแตกดับ เมื่อตั้งอยู่ก็ด้วยแรงสืบต่อ เมื่อเสื่อมสลายก็ด้วยแรงสืบต่อเช่นกัน

ทุกขณะเวลาที่สืบต่อความมีอยู่ ก็คือเวลาสู่ความแตกดับ ความมีอยู่กับความเสื่อมสลายอยู่คู่กันตลอดเวลา ยิ่งเกิดการสืบต่อมากเท่าใด ความเสื่อมโทรมก็เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายต้องถึงความแปรปรวนแตกสลายไป

Facebook Comments