ตอนที่ 6 : โลกแห่งความเป็นจริงหลากมิติ-ของความฝัน

คุณ VeggieGuy e-mail มาทวงถามพี่นักเขียนว่า ได้อ่านหนังสือ Conversation With God แล้วหรือยัง มีความเห็นอย่างไรบ้าง และขอให้ post ที่ห้องวิทย์ฯหน่อย วันนี้เลยต้องมาสารภาพว่า เพิ่งทำการบ้านอ่านหนังสือไปได้เพียงแค่ครึ่งเล่มเท่านั้นค่ะ เพราะกำลังติดงานวาดภาพสำหรับ artshow เดือนกุมภาพันธ์ที่จะมาถึงนี้จนหัวฟู(อีกแล้ว) คุณ

คุณ VeggieGuy ก็แสนจะใจดี ไม่ได้ตัดคะแนนการบ้านพี่นักเขียนค่ะ แถมยังปลอบใจอีกว่า บางคนเวลาทานก๋วยเตี๋ยว จะทานเส้นจนหมดก่อน เก็บลูกชิ้น-ของดีไว้ทานทีหลัง ช่วงนี้พี่นักเขียนก็คงจะต้องรับประทานแต่เส้นก๋วยเตี๋ยวไปก่อน จนกว่าจะเสร็จ artshow เดือนกุมภาพันธ์ จึงค่อยหันไปรับประทานลูกชิ้น กว่าจะถึงวันนั้นอาจต้องเปลี่ยนชื่อไปเป็น NoodleGal

ผู้รับมอบการบ้านให้อ่านหนังสือ Conversation With God มาจาก VeggieGuy วันนี้เท่าที่พอจะกล่าวถึงหนังสือ Conversation With God ได้และอยากจะเล่าให้พวกเราฟัง ไม่ได้เกี่ยวกับสาระในหนังสือ แต่เกี่ยวกับวิธีการที่นักเขียนคือ Neale D. Walsch ได้ข้อมูลมาเขียนหนังสือ

วันแรกที่พี่นักเขียนเปิดหนังสือ Conversation with God อ่านไปได้ไม่กี่ประโยค ก็ระลึกถึงความฝันเก่าแก่ 5 ปีขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน ทำให้ขนลุกและเข้าใจถึงความสัมพันธ์บางอย่าง และเมื่ออ่านต่อไปก็ยิ่งขนลุก และยิ่งเข้าใจประสบการณ์ความฝัน ตลอดจนประสบการณ์ที่ตนเองได้ download ข้อมูลความรู้จากท่านอาจารย์อนาลัยมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

ตั้งใจว่าจะเล่าให้พวกเราฟังตั้งแต่วันแรกที่อ่านหนังสือ แต่หาบันทึกความฝันที่ว่ายังไม่พบ หามาเรื่อย ๆ เพราะมีบันทึกทั้งหมดหลายสิบเล่ม เพิ่งจะหาพบเมื่อเช้านี้เอง จังหวะพอดีคุณ VeggieGuy e-mail มาทวงถาม เป็นความบังเอิญที่มีความหมาย-อีกครั้ง

พี่นักเขียนได้จดบันทึกความฝันนี้ไว้เมื่อ February 8, 2003 และได้ sketch ภาพประกอบไว้ด้วย เพราะว่าฝันซับซ้อนจนไม่อาจบันทึกเป็นคำพูดไว้ได้ทั้งหมด วันนี้เลย scan ภาพ sketch มาให้พวกเราดูด้วยค่ะ

ความฝันเก่าแก่นี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่นักเขียนกำลัง download ข้อมูลจากความฝันมาจดบันทึกไว้มากมาย คืนนั้นพี่นักเขียนได้ตั้งจิตก่อนเข้านอนว่า ขอฝันเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติความเป็นจริง ของโลกหรือมิติของความฝัน (I asked for a dream that explains to me about the various dimensions of the dream reality.)

ลองดูภาพ sketch ประกอบไปด้วยนะคะ พี่นักเขียนฝัน (อย่างมีสติ) และตระหนักว่าตนเองกำลังนอนหลับอยู่ ณ โลกก่อนเข้านอน ณ จุดล่างสุดซ้ายมือในภาพ ซึ่งขอเรียกว่าโลกยามตื่นมิติที่ 1 จากนั้นเห็นตนเองก้าวล่วงเข้าไปสู่โลกของความฝันมิติ A – เผชิญกับประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง จากนั้นเห็นตนเองตื่นขึ้นในโลกยามตื่นมิติที่ 2 – เผชิญกับประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง จากนั้นเห็นตนเองก้าวล่วงเข้าไปสู่โลกของความฝันมิติ B – เผชิญกับประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง จากนั้นเห็นตนเองตื่นขึ้นในโลกยามตื่นมิติที่ 3 – เผชิญกับประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง จากนั้นเห็นตนเองก้าวล่วงเข้าไปสู่โลกของความฝันมิติ c – เผชิญกับประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง จากนั้นทุกมิติที่ตนได้ก้าวล่วงเข้าไป ก็ปรากฎมีอยู่-เป็นอยู่-ดำเนินไปพร้อมกันหมด 6 มิติ เหมือนดูหนัง 6 เรื่อง 6 จอพร้อมกันหมด

เหตุการณ์ในแต่ละจอหรือมิติส่งผลกระทบจออื่น ๆ มิติอื่น ๆ อย่างฉับพลัน ไม่มีคำว่าก่อน-หลัง อธิบายตามความรู้สึกในขณะนั้นได้ว่า เมื่อมองเห็น 6 มิติ พร้อมกันหมด ตระหนักได้ว่า ตัวตนในแต่ละมิติ มีตัวตนในมิติอื่น ๆ เป็นตัวตนในความฝัน และเป็นตัวตนในประวัติศาสตร์ หรือตัวตนในอดีตและอนาคตพร้อมกันหมดเป็นปัจจุบัน

ไม่ว่าสติสัมปชัญญะยามตื่นจะย้ายฐานไปจดจ่ออยู่ ณ จุดใด มิติใด ก็จะเห็นตัวตนอื่น ๆ มิติอื่น ๆ เป็นตัวตนในความฝัน ตัวตนในประวัติศาสตร์ ตัวตนในอดีตและอนาคตของตัวตนมิตินั้น ๆ ที่จดจ่ออยู่

กล่าวได้ว่าทุกตัวตนในทุกมิติ เป็นอดีตและอนาคตของกันและกัน มีความจำหลายชุดที่ระลึกได้ถึงความหลัง และตระหนักถึงอนาคตข้างหน้า ประสบการณ์ความฝันครั้งนี้ เป็นที่มาของข้อมูลความรู้ที่ว่า จิตวิญญาณจดจ่อกับภาวะใด จิตวิญญาณมีชีวิตอยู่-เป็นอยู่-ดำเนินไปเป็นภาวะนั้น ๆ พร้อมด้วยรูปกายที่คล้องจองกับภาวะนั้น

ซึ่งในที่นี้ จิตวิญญาณของพี่นักเขียนได้จดจ่อกับภาวะของการเป็นบุคคลตัวตนในมิติต่าง ๆ จดจ่อกับมิติใด ก็เป็นบุคคลผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ในอดีต หรือ ในอนาคต ในชาติภพใด ๆ พร้อมกันหมด

ต้องขอย่นย่อนะคะเพราะว่าบันทึกความฝันคืนนี้ยาวกว่า 10 หน้า และส่วนอื่น ๆ ของความฝันไม่เกี่ยวกับประเด็นที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ (ข้อมูลความรู้ที่ได้จากความฝันครั้งนี้ปรากฎในหนังสือโลกแห่งความเป็นจริงหลากมิติ) ตัวตนในโลกยามตื่นมิติที่ 3 มองเห็นโลกของความฝันมิติ C (มิติที่พี่นักเขียนตีกรอบสีแดงไว้) ซึ่งมีชายชาวตะวันตก มีหนวดมีเคราสีเทาอ่อน มีลักษณะค่อนข้างจะเป็น country guy หรือ cowboy กำลังสัมภาษณ์บุคลิกภาพที่ปราศจากร่างกายตัวตนอยู่

บุคลิกภาพที่ถูกสัมภาษณ์ไม่มีรูปกายที่แน่ชัด เหมือนไม่มีตัวตน-แต่ก็เป็นได้สารพัดตัวตน ไม่มีเสียงพูด-แต่ก็ตอบทุกคำถาม ไม่ว่าชายมีเคราจะถามอะไร บุคลิกภาพที่ไม่มีตัวตนก็ถ่ายทอดคำตอบมาให้มากมาย พี่นักเขียนได้ยินการสัมภาษณ์ทั้งหมดชัดเจนเหมือนฟังวิทยุ หรือดู TV มีเสียงกีต้า สลับการสัมภาษณ์เป็นช่วง

เพลงที่ได้ยินนั้นไพเราะมาก พี่นักเขียนเฝ้าดูการสัมภาษณ์นั้นแล้วตั้งคำถามขึ้นมาว่า ตนเองกำลังสังเกตการณ์และรู้เห็นความเป็นไปของใครอยู่ และทำไมจึงต้องรู้เห็น เมื่อตั้งคำถามก็ได้คำตอบทันทีว่า เราคือเขา เขาคือเรา

ด้วยการก้าวล่วงเข้าไปเป็นชายมีเคราผู้นั้นในบัดดล รับรู้อย่างฉับพลันว่า เมื่อพี่นักเขียนอยู่ในโลกยามตื่นมิติที่ 1, 2 หรือ 3 และโลกของความฝันมิติ AหรือB ก็จะได้ยิน ได้รู้เห็นการสัมภาษณ์นี้ได้เสมอ และในขณะเดียวกันชายมีเคราก็รู้เห็นข้อมูลทั้งหมดที่พี่นักเขียนรับจากความฝันมาจดบันทึก

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พี่นักเขียนเอาบทสนทนาการสัมภาษณ์มาจดบันทึกความฝัน และในขณะเดียวกันบันทึกความฝันของพี่นักเขียนก็คือบทสัมภาษณ์ของชายมีเคราและคำตอบที่เขาได้รับ เมื่อฝันเช่นนั้น พี่นักเขียนก็รับทราบและยอมรับโดยอัตโนมัติว่า เรามีตัวตนที่เป็นจิตวิญญาณต่างร่างแต่ร่วมวัตถุประสงค์ในปัจจุบันชาติ หรือ จิตวิญญาณต่างร่างแต่ร่วมมิติในอดีตหรืออนาคต ที่เป็นชายผิวขาวมีหนวดมีเคราผู้นั้น

ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ก็ตาม เขาก็รับรู้ข้อมูลความรู้มากมายจากตัวตนที่ปราศจากร่างที่เขาไปสัมภาษณ์และถ่ายทอดมาสู่เรา ส่วนตัวเราก็รับรู้ข้อมูลความรู้มากมายจากตัวตนที่ปราศจากร่างในมิติอื่น ๆ และถ่ายทอดไปสู่เขา

ในขณะที่มีความฝันชุดนี้ 6 มิติ พบว่าบุคลิกภาพที่ปรากฏในมิติต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายชาติภาษา การสื่อสารเป็นไปหลายภาษาพร้อมกันหมด โดยปราศจากอุปสรรคหรือกำแพงของภาษา ไม่ว่าจะใช้ภาษาใดก็สื่อสารกันได้หมดโดยอัตโนมัติ

พี่นักเขียนต้องขอออกตัวว่า พี่นักเขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่ วินิจฉัย หรือตีความหมายของพระเจ้าในนัยของคัมภีร์ศาสนาใดๆ แต่กำลังกล่าวถึง God ในนัยของ Walsch ซึ่งหมายถึงบุคลิกภาพที่ปราศจากร่างกายที่เราทั้งหลายสามารถติดต่อสื่อสาร และรับถ่ายทอดข้อมูลความรู้จากท่านได้ตลอดวันเวลา

ซึ่งเป็นบุคลิกภาพที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับบุคลิกภาพที่พี่นักเขียนเรียกว่า ท่านอาจารย์อนาลัย พี่นักเขียนเชื่อว่า Neale D. Walsch ได้รับข้อมูลมาจากต้นกำเนิดเดียวกันกับพี่นักเขียน ไม่ว่าเราจะเรียกชื่อบุคลิกภาพที่สื่อสารกับเราว่าอะไรก็ตาม แท้จริงแล้วบุคลิกภาพนั้น ๆ ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นองค์ความรู้ ที่มีคำตอบสำหรับคำถามทุกคำถามที่เราหาคำตอบไม่ได้จากภายนอก

เช้านี้พอค้นพบบันทึกความฝัน ก็เลยเข้า internet เพื่อหาภาพถ่ายของ Neale D. Walsch เพราะหนังสือที่ซื้อมาไม่มีรูปของเขา ก็ได้หน้าตาอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ วันก่อนนี้พี่นักเขียนได้แนะนำการจดบันทึกความฝันอย่างเป็นระบบไว้ให้พวกเราลองนำไปใช้ดู คุณ zip มาช่วยให้ idea เพิ่มเติมถึงการระบายสีซึ่งแสดงออกถึงอารมณ์ที่บรรยายไม่ได้ด้วยคำพูด ทำให้สามารถบันทึกความฝัน หรือบันทึกอารมณ์ได้อีกรูปแบบหนึ่ง

เพราะความฝันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ และมีความซับซ้อนหลากมิติ จนภาษาพูดในโลกไม่อาจจะบัญญัติคำศัพท์ได้มากพอที่จะอธิบายความเป็นไปในโลกเหล่านั้นได้ พี่นักเขียนได้อ่าน Conversation With God เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อนวัน Christmas เพิ่งได้รับหนังสือที่สั่งซื้อทาง internet จาก mail box หน้าบ้าน เลยหยิบติดมือไปเพราะจะเอารถไปตรวจสภาพที่ Kansas City และกะว่าจะไปอ่านในช่วงเวลาที่ต้องนั่งคอย

พออ่านไปได้เพียง 2-3 ประโยคก็ฉุกคิดถึงความฝันและบันทึกพร้อมกับภาพ sketch นี้ได้อย่างคมชัด กลับมาบ้านต้องใช้เวลาค้นนานมากกว่าจะพบบันทึกหน้านี้ จำได้แต่ว่าฝันเมื่อยังอยู่บ้านหลังเก่า ประมาณได้ว่าเป็นช่วงระหว่างปี 2001-2003 แต่ก็ไม่ได้รู้วันเดือนปี

วันนี้เลยต้องขอแนะนำผู้ที่จดความฝันเพิ่มอีกข้อว่า หากทำสารบัญไว้ในบันทึกหน้าหนึ่ง แล้ว hi-light ความฝันที่พิเศษ ๆ ไว้ด้วย พร้อมกับจดไว้บนหน้าปกว่าเล่มนั้น ๆ มีอะไรพิเศษบ้าง หรือเอาริบบิ้นหรือ book mark ทำเครื่องหมายไว้บ้าง ก็คงจะค้นได้สะดวกขึ้นมากทีเดียว หากค้นไม่พบ อาจทำให้พลาดข้อมูลบางอย่างไปได้อย่างน่าเสียดาย

ใครยังไม่ได้เริ่มจดบันทึกความฝัน พี่นักเขียนขอเชิญชวนค่ะ คุณ Obniti เล่าให้พวกเราฟังว่าคุณพ่อของคุณ Obniti ได้จดบันทึกความฝันไว้มากมาย แต่ไม่ได้นำไปใช้อย่างได้ผล ไม่ทราบว่าคุณ Obnitit ยังเก็บบันทึกของท่านไว้เป็นที่ระลึกหรือเปล่า? หากยังเก็บไว้ และคุณ Obniti ลองจดบ้าง หากเรียนรู้วิธีการนำความฝันไปใช้ให้ได้ประโยชน์ แล้วกลับไปอ่านบันทึกของท่าน อาจพบว่าท่านได้ทิ้งสมบัติล้ำค่าไว้ให้ได้ศึกษามากมายก็เป็นได้นะคะ

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเผชิญกับเหตุการณ์นี้ด้วยตนเองค่ะ คุณพ่อของพี่นักเขียนได้จดบันทึกไว้มากมาย และเก็บไว้ในห้องสมุดของท่าน ไม่มีใครสนใจจะนำไปอ่านเพราะเป็นเสมือนบันทึกส่วนตัวที่มีแต่ความหลัง แต่เมื่อคุณพ่อเสีย พี่นักเขียนอยากจะเก็บบางสิ่งบางอย่างที่ personal ไว้เป็นที่ระลึก จึงเลือกเก็บบันทึกและหนังสือทุกเล่มที่ท่านรัก ตลอดจน dictionary และ thesaurus ทุกเล่มที่ท่านใช้เป็นประจำทุกวันบนโต๊ะทำงานมาใช้ต่อ

ปรากฏว่าตั้งแต่ได้อ่านบันทึกของท่าน ทำให้มีความสนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับธรรมชาติของจิตวิญญาณ และรู้สึกกระหายที่จะอ่านหนังสือเป็นอันมาก ทั้งที่ไม่ใช่บุคลิกภาพดั้งเดิมของตนเองเลย

พี่นักเขียนเป็นคนไม่รักอ่านหนังสือมาแต่เด็ก ๆ ชอบเล่นชิงช้า ถีบรถจักรยาน พายเรือ และเล่นอะไรก็ได้ที่ได้ตากแดดจนตัวดำปี๋ แต่หลังจากได้อ่านบันทึกและเก็บเอาหนังสือที่คุณพ่อใช้เป็นประจำมาใช้ต่อ พี่นักเขียนกลายเป็นคนรักอ่านเหมือนคุณพ่อ กลายเป็นคนช่างจดเหมือนคุณพ่อ และในที่สุดก็กลายนักเขียนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แหละค่ะ ซึ่งเป็นความปรารถนาสุดท้ายของคุณพ่อ

ก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านได้เขียนและแปลหนังสือตำราทางสาขาวิชาการของท่านไว้มากมาย และอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการฝีกสมาธิและจิตวิญญาณอีกเป็นเล่มสุดท้าย แต่แล้วท่านก็ไม่ได้เขียน ผู้ที่สนิทและคุ้นเคยกับงานเขียนของคุณพ่อ บอกกับพี่นักเขียนว่า พี่นักเขียน เขียนหนังสือสำนวนเหมือนคุณพ่อราวกับเป็นคนคนเดียวกัน ทั้งที่พี่นักเขียนไม่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเหล่านั้นของท่านเลยเพราะไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับท่านตั้งแต่เล็ก ๆ และเป็นหนังสือวิชาการที่พี่นักเขียนไม่ได้อยู่ในสายนั้นเลย

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ พี่นักเขียนเชื่อว่าเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณอีกทางหนึ่ง โดยไม่ต้องถ่ายทอดหรือรับมาเช่นการรับบริจาคอวัยวะ หรือการถ่ายเลือด แต่ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดทางใดก็ตาม การถ่ายทอดจิตวิญญาณก็คือ การถ่ายทอดข้อมูลความรู้ และความทรงจำข้ามชาติภพ ด้วยอารมณ์-จินตนาการและความรู้สึกนึกคิดเสมอ

Facebook Comments