อะไรคือความตระหนักรู้แบบหลากมิติ What is Multidimensional Consciousness?

โดย : ดร. Suzanne Lie

นิยามศัพท์ :

1. Dimension (มิติ) : คือสิ่งที่ใช้ในการจัดแบ่งระนาบแห่งการดำรงอยู่ทั้งหลาย ออกจากกัน โดยอาศัยความแตกต่างด้านความสั่นสะเทือนของพวกมัน ซึ่งแต่ละมิติก็จะมีกฎ (Laws) และเกณฑ์ (Principles) ต่าง ๆ เป็นของมันเอง ซึ่งก็จะสอดคล้องพอเหมาะพอดีกับความสั่นสะเทือนของมิตินั้น ๆ ด้วย

2. Consciousness (จิตสำนึก/ความตระหนักรู้) : หมายถึงความตระหนักและการรับรู้ (Awareness) สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในแต่ละมิติ จะปฏิบัติการอย่างชัดเจน, ง่ายดาย และอย่างมีแรงต้านทานน้อยที่สุด เมื่ออยู่ในระนาบหรือมิตินั้น ๆ เพราะว่าระดับความสั่นสะเทือนของจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น จะสอดคล้องและเข้ากันได้พอดีกับระดับความสั่นสะเทือนของมิตินั้น ๆ นั่นเอง

3. Multidimensional Consciousness (จิตสำนึก/ความตระหนักรู้แบบหลากมิติ) : คือความสามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะรับรู้ได้มากกว่า 1 มิติ ซึ่งการที่จะทำให้ความตระหนักรู้ของเรามีความเป็นหลากมิติแบบนี้ได้ เราก็จะต้องจดจำให้ได้ซะก่อนว่า ภายในตัวเราเองนี้ มีศักยภาพในการขยายความตระหนักรู้ของเราออกไปสู่มิติเบื้องบนและสู่มิติเบื้องล่าง ของมิติทางกายภาพนี้ ได้อยู่แล้ว

4. Unconscious (ไร้สำนึกรู้ ) : หมายถึง การไม่มีสติสัมปชัญญะรับรู้ และไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับสิ่งกระตุ้นภายใน และ/หรือ สิ่งกระตุ้นภายนอกที่อยู่ในมิติที่ตัวเองดำรงอยู่ หรือที่อยู่ในมิติอื่น ๆ ได้ เช่น มนุษย์ที่อยู่ในมิติที่ 3 นี้ ส่วนใหญ่แล้ว จะไม่สามารถมีสติสัมปชัญญะรับรู้ถึงตัวตนส่วนที่อยู่ในมิติที่ 1, 2 และ 4 ของตัวเองได้ ดังนั้น สิ่งที่ไม่อาจตระหนักรู้ได้เหล่านั้น จะสามารถเข้าถึงได้ดีที่สุดก็ด้วยอาศัย สัญญาณหรือข้อความจากร่างกายเนื้อ, การรพินิจพิเคราะห์ภายในตัวเอง หรือวิปัสสนา, ความฝัน และการทำสมาธิ เท่านั้น

5. Conscious (สำนึกรู้) : หมายถึงมีความตระหนักรู้ และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่อยู่ภายในมิติที่ตนเองดำรงอยู่ได้ เช่น ตัวตนที่อยู่ในมิติที่ 3 ของเราจะมีสำนึกรู้ในสิ่งที่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งก็คือ ผ่านทางการเห็น, การฟัง, การสัมผัส, การลิ้มรส, และการดมกลิ่น เป็นต้น

6. Superconscious (จิตเหนือสำนึก) : เป็นส่วนของจิตสำนึก/ความตระหนักรู้ ที่อยู่สูงขึ้นไปอีก คืออยู่ในมิติที่ 5 เป็นต้นไป ซึ่งตัวตนส่วนที่อยู่ในมิติสูง ๆ เหล่านี้ จะสามารถรับรู้และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับสิ่งกระตุ้นที่อยู่ในมิติที่ตัวเองดำรงอยู่ได้ รวมถึงสามารถรับรู้และเข้าไปมีส่วนร่วมกับตัวตนส่วนที่อยู่ในมิติที่ต่ำกว่าทั้งหลายของตัวเองได้อีกด้วย ดังนั้น จิตเหนือสำนึกจึงเป็นส่วนที่มีความเป็นหลากมิติโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ตัวตนที่เป็นส่วนที่อยู่ในมิติที่ 3 ก็สามารถที่จะมีสำนึกรับรู้ ถึงตัวตนที่เป็นจิตเหนือสำนึกของตัวเองได้ด้วยโดยอาศัยการทำสมาธิ, การสวดมนต์-อธิษฐานจิต, และโดยการยอมรับการโอบกอดจากจิตสำนึกที่อยู่ในมิติที่สูง ๆ กว่าขึ้นไป

ที่มา : http://www.multidimensions.com/MDC/mdc_home.html

 


จิตสำนึกหรือความตระหนักรู้ในมิติต่าง ๆ

โดย : ดร.Suzanne Lie

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 1

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 1 นี้ จะเป็นการตระหนักรู้ใน “จุด” (point) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งความตระหนักรู้ที่สอดคล้องกับมิตินี้ก็ได้แก่พวกที่อยู่ในอาณาจักรแร่ธาตุ (Mineral Kingdom) ทั้งหลาย ซึ่งก็อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า นักวิทยาศาสตร์ของโลกในมิติที่ 3 สมัยนี้ ยังไม่ให้การยอมรับว่า แร่ธาตุต่าง ๆ ก็มีความตระหนักรู้ด้วย

แต่บรรดานักบำบัดทั้งหลาย และเหล่านักปราชญ์ทางจิตทั้งหลายต่างพากันใช้คริสตัล เพื่อเป็นเครื่องมือในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ มาแล้วนานหลายศตวรรษ จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ส่วนที่อยู่ในมิติที่ 1 ของมนุษย์ ก็คือส่วนที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา “ไร้สำนึกรู้” (unconscious) หรือไม่อาจรับรู้ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนที่อยู่ในมิติที่ 1 นี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเนื้อของเราเองด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ, น้ำ, และรหัสทางพันธุกรรม ที่รวมกันขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของร่างกายเนื้อของเรานี้ ถ้าเราสามารถเข้าถึงความตระหนักรู้ในระดับนี้ของตัวเราเองได้ เราก็จะสามารถติดต่อสื่อสารกับโลกแห่งวัตถุธาตุทางกายภาพได้ทั้งหมด โดยอาศัยลักษณะร่วมที่เหมือน ๆ กันมากที่สุดของพวกมัน ซึ่งก็คือแต่ละโมเลกุลของพวกมันนั่นเอง หรือบางทีเราอาจจะสามารถเข้าถึงรหัสทางพันธุกรรมของตัวเราเองได้ อย่างมีสติสัมปชัญญะด้วยซ้ำไป

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 2

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 2 นี้ จะเป็นความตระหนักรู้ถึง “จุด” (point) และ “เส้น” (line) ซึ่งความตระหนักรู้ที่สั่นสะเทือนสอดคล้องอยู่ในมิตินี้ก็คือ สสารทางชีวภาพต่าง ๆ (biological matter) เช่น อาณาจักรพืช (Plant Kingdom) และอาณาจักรสัตว์ชั้นต่ำ (Lower Animal Kingdom) ด้วย
จิตสำนึกที่อยู่ในมิตินี้ จะไม่มีความตระหนักรู้ถึงความเป็นตัวตนของตัวเอง (self-awareness) เพราะว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะรับรู้แต่เพียงลักษณะเฉพาะของสปีชีส์ของตัวเอง และรับรู้แต่เพียงว่า ตัวเองจะต้องกิน, ต้องต่อสู้ และต้องสืบพันธุ์เท่านั้น ความตระหนักรู้ของพวกมันจะตั้งอยู่บนการทำให้ตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างเป็นปกติที่สุด และพวกมันก็จะดำรงชีวิตอยู่ แบบมีความตระหนักรู้อยู่ในปัจจุบันขณะนั้น ๆ เท่านั้น

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 2 นี้ของมนุษย์ จะมีศูนย์รวมอยู่ที่สมองส่วนล่าง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการทำงานของอวัยวะภายใน ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของร่างกายเนื้อของเรา ส่วนใหญ่แล้ว จะไม่สามารถรับรู้ถึงส่วนนี้ของตัวตนของเราได้ แต่ด้วยการฝึกฝน เช่น โดยใช้วิธีการสนองตอบทางชีวภาพ (Biofeedback) หรือโดยการทำสมาธิ เราก็อาจจะสามารถรับรู้และควบคุมการทำงานของส่วนนี้ได้

เหล่าโยคีทั้งหลาย รู้วิธีการที่จะทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติของตัวเองอย่างมีสติสัมปชัญญะได้ และสามารถควบคุมการเต้นของหัวใจ และอัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ของร่างกายของตัวเองได้ด้วย

คนโบราณ มักจะมีความตระหนักรู้ถึงส่วนที่เป็น “สัตว์” ของร่างกายเนื้อของตัวเองส่วนนี้ ได้ดีกว่าคนยุคปัจจุบันมาก ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถเข้าถึงสัญชาตญาณพื้นฐานของตัวเองได้อย่างมีสติสัมปชัญญะ และพวกเขาก็สามารถตระหนักรู้ด้วยว่าพวกเขาคือส่วนย่อยส่วนหนึ่งของส่วนรวมทั้งหมด ซึ่งต่างจากคนสมัยนี้มาก เพราะว่าคนโบราณจะให้ความเคารพนับถือต่อทุกสรรพชีวิตเสมอและให้ความสำคัญต่อสมดุลของธรรมชาติเสมอด้วย

 

ที่มาhttp://www.multidimensions.com/MDC/mdc_1dim.html

Facebook Comments