อะไรคือความตระหนักรู้แบบหลากมิติ
What is Multidimensional Consciousness?

โดย : ดร. Suzanne Lie

ตอนที่ 2 :

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 3

จิตสำนึกในมิติที่ 3 คือความตระหนักรู้ในเรื่องของ จุด, ความกว้าง, ความยาว, ความสูง, และปริมาตร ซึ่งสิ่งมีชีวิตกลุ่ม ๆ หลัก ๆ ที่มีจิตสำนึกอยู่ในมิตินี้ก็คือ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ และอาณาจักรมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบเป็นมนุษย์ จะประกอบไปด้วยธาตุทุก ๆ ชนิดที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมิติที่ 1 และ 2 ซึ่งได้แก่ ธาตุน้ำ, แร่ธาตุต่าง ๆ, รหัสพันธุกรรม และสสารทางชีวภาพ และรวมถึงประกอบไปด้วย “จิตวิญญาณที่เป็นเอกเทศก์” (individual Soul) ด้วย

ซึ่ง “จิตวิญญาณที่เป็นเอกเทศก์” นี้เอง ที่เป็นตัวแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ออกจากกัน เพราะว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอาณาจักรสัตว์ทั้งหลาย จะมีจิตวิญญาณที่เป็น “จิตวิญญาณแบบหมู่” (Group Soul) มิติที่ 3 นี้จะถูกล็อกเอาไว้ในกฎของ “ช่องว่างและกาลเวลา” และอยู่ใน “กฎแห่งเหตุและผล” (Cause & Effect paradigm)
มิติที่ 3 นี้คือห้องเรียนสำหรับการเรียนรู้ของ “จิตวิญญาณของเรา” (our Soul) ที่จะเข้ามาเรียนรู้โดยอาศัยการ “มาอยู่ในร่างกายเนื้อแบบมนุษย์” นี้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ “การสรรค์สร้าง” (Creation) นั่นเอง

ในมิติที่ 3 นี้ ชีวิตจะสะท้อนให้เราได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำลังแสวงหาความเข้าใจอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว กระบวนการแห่งการสรรค์สร้าง โดยอาศัยพลังงานจากความคิด และ อารมณ์ความรู้สึกของเรา จึงต้องถูกทำให้ช้าลง เพื่อที่จะทำให้เราสามารถแกะรอยหรือเกาะติดสถานการณ์ได้ทัน ว่าเรากำลังมีอะไรอยู่ในจิตสำนึกของเราอยู่

(หมายความว่า ปกติแล้วถ้าอยู่ในมิติที่สูง ๆ เช่น ในมิติที่ 5 เป็นต้น กระบวนการสรรค์สร้างนี้ จะเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก คือ คิดอะไรปุ๊บ ก็จะเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาปั๊บในทันทีเลย แต่ว่าในมิติที่ 3 นี้ กระบวนการนี้ ถูกออกแบบให้เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อให้เราเกาะติดสถานการณ์ได้ทัน ว่าในระดับจิตสำนึกของเราแล้ว เราคิดอะไรออกไป ซึ่งเป็นเหตุ แล้วมันไปก่อให้เกิดอะไรขึ้นซึ่งเป็นผลสำเร็จกลับคืนมาหาเรา – ผู้แปล)

มิติที่ 3 นี้ เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ “โลกแห่งจิตสำนึก” (the Conscious World) แต่อย่างไรก็ตาม ในจิตสำนึกของมนุษย์ด้วยกันเอง มันก็มีระดับขั้นอยู่หลายระดับขั้นเหมือนกัน ที่เหลื่อมล้ำสูงต่ำต่างกันอยู่ ซึ่งปกติแล้วระดับขั้นที่ว่านี้ก็มักจะตรงกันข้ามกับอายุขัย หรือ ช่วงชีวิต (Stage of Life) ของมนุษย์เอง

ช่วงแรกของชีวิต

ในช่วงแรกเริ่มนี้ เราจะเป็นเด็ก และเราก็จะต้องพึ่งพึงผู้อื่นเพื่อการอยู่รอดของตัวเราเองแต่เพียงอย่างเดียว ในระยะแห่งการพึ่งพานี้ เราจะไม่รู้เลยว่าในจิตสำนึกของเรานั้นมีเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่เรากำลังสร้างสรรค์มันขึ้นมาอยู่นี้อยู่เลย เราจะมีความเชื่อว่าเราไร้พลังอำนาจที่จะไปต่อกรกับสภาวะแวดล้อมทั้งหลาย และเราก็จะเชื่อว่าเราคือเหยื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ดังนั้น มันจึงเป็นเป้าหมายของเราที่จะต้องทำให้ความตระหนักรู้ในตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่เมื่อเราโตขึ้นแล้ว เราจะได้เป็นเอกเทศเสียที

ช่วงที่สองของชีวิต

ในช่วงที่สองนี้ เราเป็นเอกเทศแล้ว ซึ่งความเป็นเอกเทศนี้ จะพัฒนาขึ้นเมื่อเราได้เรียนรู้ว่าเราสามารถควบคุมชีวิตของเราเองได้ ซึ่งโดยอาศัยทางเลือกและประสบการณ์ชีวิตของเรา เราจะเชื่อมั่นในความสามารถของเรา ว่าเราจะสามารถรับผิดชอบได้ และรักษาความรับผิดชอบนี้ไว้ได้ เพราะว่าเราเคารพตัวเราเอง ซึ่งการเคารพตัวเราเองนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับความรู้สึกถึงพลังอำนาจในตัวเองของเราด้วย เพราะถ้าปราศจากพลังอำนาจในตัวเองแล้ว เราก็จะเต็มไปด้วยความกลัว และมันก็จะทำให้การรอดชีวิตของเรามีน้อยลงด้วย

ช่วงที่สามของชีวิต

ในช่วงที่สามของชีวิตนี้ พวกเราจะเชื่อถือได้ ซึ่งความเชื่อถือได้นี้จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรามีความเชื่อมั่นและมีความนับถือตัวเราเองมากขึ้น มากจนกระทั่งเราสามารถรับผิดชอบต่อคนอื่นได้ และด้วยประสบการณ์ด้านบวก ก็จะทำให้เราเรียนรู้ว่าเรามีผลกระทบไม่เพียงเฉพาะแต่กับชีวิตของตัวเราเองเท่านั้น แต่เรายังมีผลกระทบต่อชีวิตของคนอื่น ๆ อีกด้วย และเพราะว่าความเคารพในตัวของเราเองนี้เอง จึงทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่าเราเป็นคนที่เชื่อถือได้

แต่โชคไม่ดีนัก ที่ผู้คนมักจะไปรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ชีวิตของพวกเขาเอง ยังอยู่ในช่วงแห่งการพึ่งพาผู้อื่นอยู่เลย หรือไม่ก็ยังอยู่ในช่วง ที่ยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะมีความรับผิดชอบต่อตัวเองให้ได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ จะไปทำให้เกิดครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ขึ้น เจเนอเรชั่นแล้ว เจเนอเรชั่นเล่า
จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ที่กำลังขยายตัวของมิติที่ 3 ในฐานะมนุษย์ เรามีความสามารถที่จะจดจำอดีตและอนาคตได้ ในขณะที่ยังคงดำรงความตระหนักรู้อยู่ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีความเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเองจำนวนมากมาย ที่ยังคงสูญหายไปภายในขอบเขตของ “จิตไร้สำนึก” (unconscious mind) อยู่ ซึ่งการสูญเสียดังกล่าวนี้ จะทิ้งความรู้สึกแบ่งแยกจากส่วนรวมเอาไว้ให้เรา ซึ่งมันเป็นความรู้สึกกลัวที่ว่า พวกเราถูกจำกัดความสามารถเอาไว้ ไม่ให้บรรลุความปรารถนาต่าง ๆ ของตัวเราเองได้ และเป็นความเชื่อที่ว่าเรามีงานหนักที่จะต้องทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของเรา

สังคมและวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ที่อยู่ในมิติที่ 3 นี้ มักจะพยายามค้นหาเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงเพียงโลกเดียว ที่มีอยู่เป็นอยู่ ก็คือโลกแห่งความเป็นจริงทางกายภาพ ที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรานี้เท่านั้นเอง และพวกเขาก็โน้มน้าวให้พวกเราเชื่อตามพวกเขาด้วยว่า สิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรานี้เท่านั้น ที่เป็นความจริง

และเพราะว่าระดับความตระหนักรู้แบบนี้เอง ที่ทำให้เราไปเหมารวมเอาเรื่องของ “วิญญาณ” (Spirit) เข้าเป็นเรื่องเดียวกันกับสสาร และจิตสำนึกของเราก็เลยถูกจำกัดอยู่ภายใต้การครอบงำของ ego ดังนั้น จึงทำให้เรามีความรู้สึกอย่างรุนแรงว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา ego ของเราให้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมันทำให้เราสูญเสียความเป็นหมู่คณะของเราไป ข้อจำกัดแบบนี้ จะพบได้มากที่สุด โดยเฉพาะในแถบซีกโลกตะวันตก ที่ผู้คนจะให้ความสำคัญต่อความสำเร็จส่วนบุคคล และให้ความสำคัญต่อทรัพย์สมบัติมากกว่าสิ่งอื่นใด ในชีวิตของพวกเขา
เราจะสามารถจดจำความตระหนักรู้ของ “วิญญาณของตัวเราเอง” (Spirit Self) ได้ ก็ต่อเมื่อเราได้ขยายขอบเขตของจิตสำนึก/ความตระหนักรู้ของเราเอง ออกไปครอบคลุมถึงมิติที่สูง ๆ กว่าได้แล้วเท่านั้น แล้วเมื่อนั้นเราก็จะสามารถปลดปล่อยภาวะที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นของเราเองออกไปได้ และสามารถเยียวยารักษา “ความรู้สึกว่าตัวเองไร้พลังอำนาจ” และ “ความรู้สึกว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ” ของเราให้หายได้ แล้วจากนั้น พวกเราก็จะเป็นอิสระ และอยู่ในความรู้สึกแบบใหม่
เพราะว่าพวกเราได้ตระหนักรู้แล้วว่า มีเพียงแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างสรรค์โลกแห่งความเป็นจริงของตัวเราเองขึ้นมาให้กับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นแล้ว พวกเราก็จะวางใจได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะว่าพวกเราจะไม่ต้องถูกดักซุ่มโจมตีและปล้นเอาคำมั่นสัญญาและเป้าหมายในชีวิตของตัวเราเองไป โดยการกระทำที่เป็นบ่อนทำลายตัวเอง ของตัวเราเอง ที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไปแล้ว

เมื่อใดที่พวกเราสามารถตระหนักรู้ถึงส่วนต่าง ๆ ของความเป็นตัวตนของเราเอง ซึ่งมีอยู่มากมาย และเคยถูกลืมเลือนไปแล้วนั้น ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ของเรา ก็จะขยายตัวออกไป ครอบคลุมกว้างไกลเกินของเขตของโลกแห่งความเป็นจริงในมิติที่ 3 นี้ของเรา และเกินขอบเขตของ ego ของเราด้วย
และเมื่อใดที่ “จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 3 ของเรา” ขยายขอบเขตจาก “จิตสำนึก/ความตระหนักรู้แบบปัจเจกบุคคล” ไปสู่
“จิตสำนึก/ความตระหนักรู้แบบหมู่” ได้แล้ว มันก็จะขยายตัวต่อไปสู่
“จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ระดับชุมชน” และจะขยายตัวต่อไปสู่
“จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ระดับประเทศ” และจะขยายตัวต่อไปสู่
“จิตสำนึก/ความตระหนักรู้มวลรวมของคนทั้งโลก” และจะขยายตัวต่อไปสู่
“จิตสำนึก/ความตระหนักรู้มวลรวมของโลกทั้งโลก” และจะขยายตัวต่อไปสู่
“จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ระดับกาแลกซี่”

ซึ่งเมื่อใดที่จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ของเราขยายตัวออกไปเช่นนี้แล้ว คำจำกัดความของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ก็จะขยายตัวตามไปด้วย

 

ที่มาhttp://www.multidimensions.com/MDC/mdc_home.html

Facebook Comments