อะไรคือความตระหนักรู้แบบหลากมิติ
What is Multidimensional Consciousness?

โดย : ดร. Suzanne Lie

ตอนที่ 3 :

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 4

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 4 คือความตระหนักรู้ใน จุด, ความกว้าง, ความยาว, ความสูง, ปริมาตร และกาลเวลา มิติที่ 4 คือมิติที่รู้จักกันในนามของ “โลกทิพย์ หรือ ปรโลก” (Astral Plane) และกลุ่มของจิตสำนึก/ความตระหนักรู้หลักที่อยู่ในมิตินี้ ก็คือ “กายทิพย์” (Astral Body) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “มนุษย์ชั้นสูง” (Higher Human) เพราะว่าระดับคลื่นความสั่นสะเทือนของมิติที่ 4 จะสูงกว่าของมิติที่ 3 ดังนั้นกายทิพย์ ซึ่งอยู่ในมิติที่มีความสั่นสะเทือนสูงกว่าแบบนี้ จึงมีความตระหนักรู้ถึงอดีต, ปัจจุบัน, และอนาคต ในรูปแบบที่แตกต่างจากเรา คือเป็นแบบที่เลื่อนไหลและยืดหยุ่นได้

เพราะว่ากฎแห่งกาลเวลาและช่องว่างในมิตินี้แตกต่างจากของเรา ในมิติที่ 4 เราสามารถที่จะผนวกรวมเข้ากับตัวตนอื่น ๆ ของเราได้ ในลักษณะเป็นกลุ่มของตัวตน โดยไม่ทำให้เราสูญเสีย ego ส่วนตัวของเราไปเลย เพราะว่ามิตินี้เป็นมิติสุดท้ายที่จำเป็นจะต้องมียานพาหนะทางกายภาพเอาไว้เพื่อห่อหุ้มจิตสำนึก/ความตระหนักรู้ส่วนบุคคลเอาไว้

แต่อย่างไรก็ตาม เพราะความที่ธรรมชาติของช่องว่างและกาลเวลาของมิตินี้ มีลักษณะเลื่อนไหลและยืดหยุ่นได้ จึงทำให้กายทิพย์ของเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่าง/รูปแบบได้โดยธรรมชาติเช่นเดียวกัน ดังนั้น ในมิตินี้รูปกายจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว มันคือมิติแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือมิติของนักแปลงร่าง (Shape Shifter) ที่นิยายเทพปกรณัมกล่าวขวัญถึง

นักปราชญ์ทางจิต หรือ ผู้วิเศษท่านใดก็ตาม ที่สามารถแปลงร่างได้ก็เพราะได้เรียนรู้ที่จะตรึงกายทิพย์ของตัวเองไว้ในมิติที่ 3 อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างของกายเนื้อที่อยู่ในมิติที่ 3 นี้ของพวกเขาเองได้ หลายส่วนของชีวิตที่อยู่ในมิติที่ 3 นี้ของพวกเรา ก็ไปอยู่ในมิติที่ 4 ด้วย แต่อยู่ในรูปแบบที่มีระดับความสั่นสะเทือนสูงกว่า และพวกเราก็ไม่สามารถตระหนักรู้ถึงมันได้ด้วย เพราะว่าความเป็นไปในมิติที่ 4 นั้น มันไม่ได้เป็นไปตามกฎของช่องว่างและกาลเวลาของมิติที่ 3 ของเรา

ดังนั้น เราอาจจะฝันถึงชีวิตทั้งชีวิตของเราเองใน 1 ชาติภพ แล้วตื่นขึ้นมาและพบว่าเวลาในมิติที่ 3 ของเรา เพิ่งผ่านไปแค่ 5 นาทีเท่านั้นเองก็เป็นได้ โลกแห่งความเป็นจริงในมิติทิพย์ของพวกเรา และรวมถึงโลกแห่งความเป็นจริงในมิติที่ 3 ในชาติภพอื่น ๆ ของเรา จะไม่สามารถรับรู้ได้ ด้วยตัวตนที่อยู่ในมิติที่ 3 นี้ของเรา จนกว่าเราจะสามารถจดจำ “จิตสำนึก/ความตระหนักรู้หลากมิติ” ของเราเองให้ได้ซะก่อนเท่านั้น

มิติที่ 4 เป็นมิติที่เก็บรักษาความตระหนักรู้ในส่วนที่อยู่ในมิติที่ 1 และ 2 ของร่างกายเนื้อของเราเอาไว้ และรวมถึงเป็นที่เก็บรักษาประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมาของเราทั้งในภพชาตินี้ และในภพชาติอื่น ๆ เอาไว้ทั้งหมด

เราสามารถที่จะขยายความตระหนักรู้ในมิติที่ 3 ของเราเข้าไปสู่มิติที่ 4 ได้ โดยการเพิ่มความตระหนักรู้ หรือสติสัมปชัญญะ ให้กับกายเนื้อของเรา ผ่านทางการฝึกจิต, ผ่านทางการจดจำความฝัน, และผ่านทางการมีประสบการณ์ที่เข้มข้นของความชอบ (หรือความปิติสุข – ผู้แปล), ของอารมณ์, ของความคิดสร้างสรรค์, และ/หรือของจิตวิญญาณ โลกทิพย์ (Astral Plane) นี้ คือมิติแห่งความฝัน

ในเวลาที่เรานอนหลับ พวกเราจะไม่มีสติสัมปชัญญะรับรู้ถึงโลกแห่งความเป็นจริงในมิติที่ 3 แต่พวกเราจะไปมีสติสัมปชัญญะรับรู้อยู่ในมิติที่ 4 แทน กายทิพย์ที่อยู่ในมิติที่ 4 ของเรา คือที่ ๆ มีความฝัน, จินตนาการ, พลังจิต, ญาณทัศนะ, อิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์, และความคิดสร้างสรรค์ชั้นเลิศบรรจุอยู่

ดังนั้น ถ้าเราสามารถขยายขอบเขตของจิตใจของเราให้เข้าไปสู่คลื่นความถี่ของมิติที่ 4 ได้มากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถมีประสบการณ์กับคุณลักษณะเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วยเท่านั้น ในขณะที่เรายังอยู่ในร่างกายเนื้อนี้ คนบางคน ก็เกิดมาพร้อมกับมีความสามารถในการเชื่อมโยงกับตัวตนที่อยู่ในมิติที่ 4 ของตัวเองได้และจึงจำเป็นจะต้องฝึกฝน เพื่อตรึงความตระหนักรู้/จิตสำนึกของตัวเอง เอาไว้ให้อยู่ในโลกของมิติที่ 3 นี้ให้ได้ซึ่งพวกเขาก็มักจะรู้สึกแปลกแยก และรู้สึกว่าโลกนี้ชั่วร้าย

แต่คนบางคน ก็เกิดมาโดยไม่มีความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงนี้อยู่เลย และดังนั้น พวกเขาจึงรู้สึกสะดวกสบายกว่าคนกลุ่มแรก และรู้สึกว่าการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงในมิติที่ 3 นี้ คือการอยู่ที่บ้านของพวกเขาเอง

แต่ว่าคนกลุ่มหลังนี้ มักจะรู้สึกถึงการตัดขาดจากตัวตนส่วนที่อยู่ในมิติที่สูง ๆ กว่าทั้งหลาย ของพวกเขาเอง และหลาย ๆ คนก็ไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่าพวกเขามี “ตัวตนที่สูงส่งกว่า” ดำรงอยู่ด้วย แต่ไม่ว่าใครจะเชื่อว่าอย่างไรก็ตาม กายทิพย์ของเราก็มีอยู่จริง และความสั่นสะเทือนสูงสุดของมันก็คือ “เทพผู้นำทาง ทางจิตวิญญาณ” (Spiritual Guidance) ของเราเอง

มันจะเหมือนกับการที่เมื่อเราอยู่บนยอดเขา เราก็จะสามารถมองลงมาและสังเกตการณ์และชี้นำทางให้กับผู้ที่อยู่ข้างล่างได้ กายทิพย์ของเราเองก็เช่นเดียวกัน ก็สามารถสังเกตการณ์ดูพวกเรา ผู้ที่กำลังอยู่ในมิติที่ 3 นี้ได้เช่นเดียวกัน และก็สามารถที่จะให้คำชี้แนะพวกเราได้เช่นเดียวกันด้วย

และด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจที่มากกว่า ของตัวตนที่อยู่ในมิติที่ 4 ของเรานี้เอง เราก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ให้เกิดขึ้นในโลกทางกายภาพของเราเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม มิติที่ 4 ก็ยังเป็นมิติที่มีความเป็นขั้วระหว่างแสงสว่างและความมืดอยู่

และในมิตินี้ก็ไม่ใช่ว่าทุก ๆ ที่จะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเสมอไป โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นระนาบย่อยส่วนล่างของมัน ในมิติที่ 4 นี้ ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกจะไปสร้างให้เกิดโลกแห่งความเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วซึ่งเร็วกว่าเมื่ออยู่ในมิติที่ 3 อย่างมาก เพราะฉะนั้นแล้ว “ความกลัว” จึงสามารถที่จะไปสร้างให้เกิด “ปีศาจ” ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย พอ ๆ กับที่ “ความรัก” จะไปสร้าง “ความสวยสดงดงาม” และ “ความสุขสำราญ” ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดายนั่นแหละ

ที่มาhttp://www.multidimensions.com/MDC/mdc_home.html

Facebook Comments