อะไรคือความตระหนักรู้แบบหลากมิติ
What is Multidimensional Consciousness?

โดย : ดร. Suzanne Lie

 ตอนที่ 4 :

ระนาบย่อยของมิติที่ 4

ในมิติที่ 4 นี้จะมีระนาบย่อย ๆ อยู่หลายระนาบ ซึ่งมีระดับคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน และพวกเราก็สามารถเข้าถึงได้โดยการขยายความตระหนักรู้ของเราออกไป โลกทิพย์ส่วนล่าง (the Lower Astral Plane) จะแผ่ปกคลุมไปด้วยพลังงานแห่งความกลัวทุก ๆ ชนิดที่มองไม่เห็น และเต็มไปด้วยพลังงานด้านลบต่าง ๆ ทุก ๆ ชนิด ที่ถูกฉายออกมาจากมิติทางกายภาพ หรือมิติที่ 3 โลกทิพย์ชั้นล่างนี้ เป็นที่รู้จักกันในนามของ “นรก” ซึ่งมีสถานที่ล้างบาปของผู้ตาย (Purgatory) อยู่ในนั้น

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ของมิติที่ 4 นี้ จะดึงดูดเอาอารมณ์ความรู้สึกของมิติที่ 3 เข้าไป และจะไปทำให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นขยายตัวมากขึ้นด้วย ดังนั้น มันจึงเป็นที่รู้จักกันในนามของ “มิติแห่งอารมณ์” อีกด้วย

โลกทิพย์ชั้นล่างนี้ เป็นที่ ๆ เก็บอารมณ์ความรู้สึกด้านลบทั้งหมดของมิติที่ 3 เอาไว้ ดังนั้น มันจึงเป็นที่ ๆ ไม่น่าอยู่เอาซะเลย ดังนั้น เราจึงจะต้องเดินทางผ่านมันไปให้เร็วที่สุด เพื่อขึ้นไปสู่ระนาบย่อยที่สูง ๆ กว่าขึ้นไปอีก เช่น ระนาบแห่ง Faerie เป็นต้น

ดินแดนแห่งเทพนิยาย (the Land of Faerie) ที่เราเคยได้อ่านกันมาแล้วในหนังสือ “นิยายเทพปกรณัม” ทั้งหลาย เมื่อสมัยที่เรายังเป็นเด็กอยู่นั้น จริง ๆ แล้ว มันมีอยู่จริง ๆ  มันอยู่ที่ส่วนกลางของมิติที่ 4 ซึ่ง Faerie นี้ จะแสดงออกมาในรูปแบบของการทุเลาเบาบางลงหลังจากที่เราได้เร่งเดินหน้าไปบนเส้นทางของเรา เพื่อทะลุผ่านความกลัวและความมืดมิดแห่งโลกทิพย์ส่วนล่างไปได้แล้ว

และหลังจากที่เราเจอกับ Faerie แล้ว เราก็จะสามารถเดินทางเข้าไปในจิตสำนึก/ความตระหนักรู้ในมิติที่ 4 ของเราเองได้ (หรือที่เรียกว่า “กายทิพย์ในมิติที่ 4” ของเรา) เพื่อเข้าไปใน “ระนาบแห่งอารมณ์” (the Emotional Plane) หรือที่รู้จักกันในนามของ “โลกทิพย์” ต่อไป เพื่อไปเรียนรู้วิธีการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

และจากที่นั่น เราก็จะสามารถท่องไปใน “ระนาบแห่งความคิด” (the Mental Plane) เพื่อไปเรียนรู้วิธีการควบคุมความคิดของเราเองต่อไป ส่วนใน “ระนาบแห่งเหตุและผล” (the Causal Plane) หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนามของ “ระนาบแห่งความคิดชั้นสูง” (the Higher Mental Plane) เราก็จะสามารถเรียนรู้กฎของเหตุและผลได้ว่า กระแสความคิดของเรา และอารมณ์ความรู้สึกของเรา จะไปสร้างให้เกิดโลกแห่งความเป็นจริงของเราเองขึ้นมาได้อย่างไรบ้าง

ส่วนใน “ระนาบแห่งวิญญาณ” (the Spiritual Plane) จะเป็นจุดที่เชื่อมต่อตัวเราให้เข้ากับผู้นำทางชั้นสูงกว่าขึ้นไปอีกของเรา ที่เราเรียกว่า “I AM Presence” (ปล.”กฎแห่งเหตุและผล” โดยส่วนตัวผม ผมจะเข้าใจว่ามันคืออันเดียวกันกับ “กฎแห่งกรรม” นะครับ – ผู้แปล)

ข้างล่างนี้คือหนึ่งในแผนผัง (เพราะว่ามันมีหลายแผนผัง) เกี่ยวกับระนาบย่อยต่าง ๆ ของมิติที่ 4 นี้ ซึ่งจะเรียงลำดับจากระนาบที่มีระดับความสั่นสะเทือนสูงสุด ไปหาระนาบที่มีระดับความสั่นสะเทือนต่ำสุด

1. The Causal/Spiritual Plane: เพื่อเรียนรู้กฎแห่งเหตุและผล และคำแนะนำด้านจิตวิญญาณ

2. The Mental Plane: เพื่อเรียนรู้การควบคุมความคิดของเราเอง

3. The Astral/Emotional Plane: เพื่อเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ของเราเอง

4. The Land of Faerie: เป็นส่วนที่เหลื่อมซ้อนอยู่ระหว่างระนาบแห่งอารมณ์, ระนาบแห่งจิตใจ และระนาบแห่งเหตุและผล

5. The Lower Astral Plane: เพื่อเรียนรู้การควบคุมด้านมืดของตัวเราเอง เช่น ความกลัว และอารมณ์ด้านลบทั้งหลาย

6. The Etheric Plane: เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมิติที่ 3 กับมิติที่ 4 มิติที่ 4 นี้ จะเป็นเหมือนกับสายน้ำ และเป็นตัวเชื่อมต่อเข้าไปในมิติที่สูง ๆ กว่าทั้งหลาย ซึ่งฐานของจุดเชื่อมต่อที่ว่านี้ก็จะเป็นจุดที่กายเนื้อกับกายทิพย์มาเหลื่อมซ้อนกัน ซึ่งพื้นที่ๆเกิดการเหลื่อมซ้อนกันนี้ เรียกว่า “กายแห่งพลังชีวิต” (Etheric Body)

“กายแห่งพลังชีวิต” (Etheric Body)

คือกายที่มีระดับความสั่นสะเทือนอยู่ระหว่างมิติที่ 3 และ 4 กาย ๆ นี้จะทำหน้าที่ห่อหุ้มร่างกายเนื้อเอาไว้ แต่จะขยายออกมาจากกายเนื้อราว ๆ 2 – 3 นิ้ว ร่างกายในมิติที่ 4 ในแต่ละระนาบย่อยของมิติที่ 4 ก็จะมีร่างกายของมันเองอยู่ ซึ่งกายแต่ละกายนี้ก็จะมีระดับความสั่นสะเทือนสูงมากขึ้นเป็นลำดับขึ้นไปเรื่อย ๆ

“กายแห่งอารมณ์” (the Emotional Body)

หรือที่รู้จักกันในนามของ”กายทิพย์” (Astral Body) นั้น จะมีระดับความสั่นสะเทือนสูงกว่า “กายแห่งพลังชีวิต”(the Etheric Body) และสูงกว่าร่างกายเนื้อด้วย และกายแห่งอารมณ์นี้ ก็จะขยายออกมาครอบคลุมกายทั้ง 2 กายนี้ไว้ด้วย

“กายแห่งจิตใจ” (the Mental Body)

คือกายที่มีระดับความสั่นสะเทือนสูงกว่าขึ้นไปอีก และซ้อนทับอยู่กับกายอื่น ๆ ที่มีระดับความสั่นสะเทือนต่ำกว่าทั้งหลาย ที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว และมันก็แผ่ขยายออกมากว้างกว่าและครอบคลุมกายแห่งอารมณ์เอาไว้

“กายแห่งเหตุและผล” (the Causal Body)

เป็นกายที่มีระดับความสั่นสะเทือนสูงกว่าขึ้นไปอีก และซ้อนเหลื่อมกันอยู่กับกายอื่น ๆ แต่จะขยายออกมากว้างไกลกว่า และครอบคลุมกายแห่งจิตใจเอาไว้

สุดท้าย “กายแห่งวิญญาณ” (the Spiritual Body)

หรือ I AM Present คือกายที่มีระดับความสั่นสะเทือนสูงที่สุด และขยายตัวออกมากว้างไกลมากที่สุด กว่าทุก ๆ กาย ซึ่ง I AM Present ที่ว่านี้คือผู้พิทักษ์ “สะพานสายรุ้ง” (the Rainbow Bridge) เอาไว้ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างมิติที่ 4 กับมิติที่ 5

กายทุก ๆ กายของมิติที่ 4 จะดำรงอยู่ทั้ง บน และ ล่าง และ รอบ ๆ และ ซ้อนอยู่ในร่างกายเนื้อของเรา แต่เราไม่สามารถที่จะมองเห็นพวกมันได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา ซึ่งถ้าเราสามารถสัมผัสรู้ถึงมิติที่ 4 ได้อย่างมีสติสัมปชัญญะหละก็ พวกเราก็จะสามารถขยายความตระหนักรู้ของเราออกไป จนมากพอที่จะสามารถข้ามสะพานสายรุ้งเข้าไปสู่ “จิตเหนือสำนึก” (Superconscious Mind) ของเราเอง ที่อยู่ในมิติที่ 5 ได้

พวกเราจะท่องเข้าไปในมิติที่ 4 หรือท่องผ่านมิติที่ 4 ไปได้ โดยอาศัย ความปราถนา, ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกของเราเอง ซึ่งมันก็จะเหมือนกันกับที่เรากำลังแล่นเรือข้ามผ่านมหาสมุทรไป ซึ่งในที่นี้ตัวเราเองก็คือเรือ และมหาสมุทรก็คือมิติที่ 4 หรือ โลกทิพย์ และสถานที่ ๆ เราต้องการจะไปนั้น ก็คือความปรารถนาของเราเอง ส่วนความคิดของเราก็คือใบเรือและหางเสือ ส่วนลมในมหาสมุทรที่จะพัดพาเรือไปนั้นก็คืออารมณ์ของเราเอง

ถ้าอารมณ์ความรู้สึกของเราเต็มไปด้วยความกลัว และความสับสนว้าวุ่นใจ เราก็จะล่องเรือไปได้อย่างไม่สะดวกสบายนัก ถึงแม้ว่าความปรารถนาของเราจะคือระนาบที่สูงกว่าขึ้นไปอีกของมิติที่ 4 ก็ตาม แต่เพราะความที่เรายังอยู่ในสภาวะที่ขาดสมดุลอยู่ จึงทำให้เราเดินทางไปได้แค่ “ชั้นล่างของโลกทิพย์” (the Lower Astral Plane) เท่านั้น ซึ่งเป็นที่ๆถูกปกคลุมไปด้วยความกลัว เพราะการขาดความสมดุลด้านอารมณ์

ดังนั้น ถ้าเราปรารถนาที่จะท่องเข้าไปในระนาบที่สูงกว่าของมิติที่ 4 นี้ เราก็จะต้องรักษาความคิดของเราให้อยู่แต่ในความสอดคล้องกลมกลืน และรักษาอารมณ์ความรู้สึกของเรา ให้จดจ่อมั่นคงอยู่ในความสมดุลแห่งรักเท่านั้น

ซึ่งด้วยวิธีการนี้ ในท้ายที่สุดแล้ว ก็จะทำให้เราสามารถท่องเข้าไปในระนาบทุก ๆ ระนาบของมิติที่ 4 ได้ แล้วจากนั้น I AM Present ของเราเอง ก็จะนำพาเราข้ามสะพานสายรุ้งเข้าไปในมิติที่ 5 และมิติที่สูง ๆ กว่าขึ้นไปอีกต่อไปเอง

 

ที่มาhttp://www.multidimensions.com/MDC/mdc_home.html

Facebook Comments